ไปขอวีซ่าญึ่ปุ่น Multiple (มันติเปิล) ญี่ปุ่นกันเถอะ!

หลายๆคนคงทราบแล้วว่าจริงๆประเทศญี่ปุ่นประกาศการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทย[ref]การประกาศการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทยเริ่มบังคับใช้ใน วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ.2556 ในเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย http://www.th.emb-japan.go.jp/th/jis/2013/1321.htm[/ref] ซึ่งก็มีช่วงนึงเลยนะครับที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการ ยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทย ซึ่งต่อมาทางสถานทูตญี่ปุ่นก็ได้ออกมาชี้แจงมาว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้นไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด[ref]ข่าวลือเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการ ยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทย(วันที่ 22 ต.ค. 2556) http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/visaindex.htm[/ref] ซึ่งก็หมายความว่าคนไทย (ที่ไม่ได้ถูกแบนห้ามเข้าประเทศญี่ปุ่นและไม่ได้อยู่เกิน 15 วัน) จะยังสามารถเข้าประเทศญึ่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าครับ

แล้วบทความนี้มีเพื่ออะไร? เรื่องของเรื่องคือตัวผมเองกำลังมีแผนที่เดินทางไปที่ประเทศญึ่ปุ่นในช่วงเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ (2558) แต่เป็นการวางแผนท่องเที่ยวระยะยาวซึ่งมันมากกว่า 15 วันประกอบกับเป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรกทำให้ต้องเตรียมตัวเรื่องเอกสารให้เรียบร้อยเสียก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตอนผ่านตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น

ดังนั้นผู้ที่สนใจจะขอวีซ่าก็ควรจะเป็นผู้ที่ต้องการจะอยู่เกิน 15 วันและอยากจะอยู่เกินหลายๆครั้ง (ฮา)

แต่เดียวก่อน! ประโยชน์ของการมีวีซ่าญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงเท่านั้น! ถ้าเรามีวีซ่าที่ยังไม่ใช้หรือมันติเปิลของอเมริกา แคนนาดา ญี่ปุ่น ฯลฯ สามารถเข้าประเทศไต้หวันได้ด้วย![ref]รีวิววิธีการขอเข้าประเทศไต้หวัน สำหรับคนที่มีวีซ่าอเมริกา วีซ่าเชงเก้ง วีซ่าญี่ปุ่น (Multiple) ที่ยังไม่หมดอายุจ้า pantip.com/topic/31469335[/ref] ซึ่งสิทธิ์ตรงนี้ผมคงไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะส่วนตัวผมมีวีซ่าอเมริกา (10 ปี) และแคนนาดา (5 ปี) อยู่แล้ว

ก่อนจะไปเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียม มาถึงช่วงคำถามยอดฮิตกันก่อนนะครับ
มีเพื่อนๆหลายๆคนถามผมว่าทำวีซ่ามันติเปิลไปทำไมเมื่อญี่ปุ่นเข้าได้ 15 วันอยู่แล้ว ถ้าทำแล้วได้แค่ 30 วันก็เท่ากับว่าไปกลับ 2 รอบก็ครบแล้ว (งงไหมครับ) คือว่าผมเข้าใจว่าเพื่อนที่ถามเข้าใจว่าวีซ่ามันติเปิลเป็นลักษณะแบบเติมเงินคือได้มาเท่าไรถ้าใช้หมดต้องขอใหม่ แต่จริงๆแล้ววีซ่าแบบมันติเปิลเป็นแบบต่อเนื่องครับ คือเมื่อเรามาผ่าน ต.ม. แล้ว เรามีวีซ่ามันติเปิล 30 วัน เขาก็จะให้เราอยู่ได้ต่อเนื่อง 30 วัน ถ้าเรามาอีก (โดยวีซ่ายังไม่หมดอายุ) ก็จะได้อีก 30 วันครับ

ส่วนเรื่องระยะเวลาของวีซ่านั้นจะเป็นไปตามนี้ครับ โดยส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะโทรมาถามนะครับ เขาจะให้เราเลือกเองเช่น
วีซ่าอายุ 1 ปี อยู่ได้ต่อเนื่อง 90 วัน
วีซ่าอายุ 2 ปี อยู่ได้ต่อเนื่อง 60 วัน
วีซ่าอายุ 3 ปี อยู่ได้ต่อเนื่อง 30 วัน
ซึ่งโดยส่วนตัวผมเลือก 30 วันไปเพราะถ้าอยู่นานกว่านั้นเงินหมดแน่นอน…

มาเรื่องใหญ่ของหลายๆคนคือเรื่องค่าทำวีซ่า ข้างล่างนี้เป็นตารางค่าทำวีซ่าสำหรับผู้ขอวีซ่านะครับ โดยประกาศอัตราค่าธรรมเนียมนี้ประกาศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557[ref]ประกาศเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าประเทศญึ่ปุ่นใหม่ http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/visafee2014.pdf[/ref]ตามนี้ครับcost

 

จะสังเกตุว่ายังมีวีซ่าทั่วไป (หรือที่เรียกว่า Single ใช้ได้ครั้งเดียว) อยู่ โดยวีซ่าประเภทนี้ยังคงมีไว้สำหรับผู้ที่อยากจะไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นแบบต่อเนื่องเกิน 15 วันแต่ไม่หลายครั้ง

ข้อกำหนดของการขอวีซ่ามันติเปิลของญี่ปุ่นจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

  1. เป็นผู้เคยมีวีซ่าประเทศญี่ปุ่นและเคยใช้วีซ่าประเทศญี่ปุ่นนั้นในระยะสามปีที่ผ่านมา
  2. เป็นผู้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง (คำว่ามั่นคงของญี่ปุ่นนี่ค่อนข้างลึกซึ้งนะครับ ไม่แนะนำให้ขอด้วยข้อนี้)
  3. มีผู้อุปการะเป็นบุคคลในข้อสอง

ที่ผมบอกว่าข้อสองค่อนข้างลึกซึ้งเพราะว่าเพื่อนผม มีเงินเดือนอยู่ที่ 4x,xxx ปลายๆ ยังไม่สามาถขอวีซ่าประเภทนี้ได้เลยแล้วก็มีงอลประมาณว่าประเทศนี้คงไม่ต้อนรับ… คือ… ก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันแต่ก็แล้วแต่การพิจารณาของสถานทูตญี่ปุ่นน่ะครับ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่เป็นไรนะครับทางศูนย์รับยื่นวีซ่าจะคืนเงินส่วนต่างให้และให้วีซ่าแบบซิงเกิ้ล (ใช้ครั้งเดียว) แทน ซึ่งเราจะใช้วีซ่านี้ล่ะในการขอแบบมันติเปิลครั้งต่อไปเนอะ

ตัวผมเองจะใช้สิทธิ์ในข้อ 1 นั้นคือเคยมีวีซ่าแล้วและเคยไปในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา

Scan_20141029-(4)

Continue reading “ไปขอวีซ่าญึ่ปุ่น Multiple (มันติเปิล) ญี่ปุ่นกันเถอะ!”

[อ่าน] ทำน้อยให้ได้มาก เพราะการทำมากไม่ได้หมายถึงผลลัพธ์ที่มากขึ้น

วันนี้ผมก็ได้หยิบหนังสือของพ่อที่ซื้อมาเมื่อนานมาแล้วลองอ่านดูเผื่อได้ไอเดียอะไรดีๆ มาใช้บ้างมาเจอหนังสือเล่มนึงน่าสนใจมาก “The Power of LESS” ทำน้อยให้ได้มาก

หน้าปกหนังสือชื่อทำน้อยให้ได้มาก
หน้าปกหนังสือชื่อทำน้อยให้ได้มาก

ISBN: 978-616-7164-67-0
ผู้เขียน: Leo Babauta
ผู้แปล: วิกันดา พินทุวชิราภรณ์

“เคยสงสัยไหมว่าทั้งที่คนเรามีเวลาเท่าๆกัน ทำไมบางคนถึงหน้าดำคร่ำเครียดและดูยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่บางคนกลับรับมืองานมากมายที่หลั้งไหลเข้ามาได้อย่างสบายๆ แถมยังมีเวลาเหลือไปทำเรื่องสำคัญอื่นๆ ในชีวิตอีกต่างหาก?”

อ่านคำเปรยหนังสือแล้วรู้สึกสนใจขึ้นมาทันทีและอ่านจบโดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน (อ่านก่อนนอน)

รู้สึกชอบแนวคิดเรื่อง “การมองให้เห็นข้อจำกัด” ในขณะที่หนังสือหลายๆเล่มชอบให้ลืมเรื่อง “ข้อจำกัด” ซึ่งเรื่องข้อจำกัดนี่จะพูดถึงว่าเราจะทำอะไรต้องรู้ว่าเมื่อไรควรจะหยุด ทำเท่าไรถึงจะพอ ไม่ใช่ทำทุกอย่าง โดยมากหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงการจัดระเบียบการทำงานให้มีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นมากกว่าโดยการสร้างนิสัยที่ดีให้กับตัวเอง

สำหรับใครที่รู้สึกว่าชีวิตไม่เป็นระบบและดูวุ่นวายขอแนะนำให้ลองมาอ่านหนังสือเล่มนี้ดูนะครับ

คิวเช็คอินสนามบินยาวเหลือเกิน? Internet Check-in สิ!

เมื่อช่วงประมาณเดือนสองเดือนก่อนผมมีโอกาสได้ไปส่งน้องชายเพื่อไปเรียนที่ญี่ปุ่น (โครงการแลกเปลี่ยน) โดยน้องจะต้องเดินทางไปยังสนามบินดอนเมืองด้วยสายการบินแอร์เอเซีย ซึ่งในตอนนั้นคนมาเข้าแถวเพื่อเช็คอินที่เค้าเตอร์เช็คอินเยอะมากกกกกกกก ซึ่งดูจากปริมาณคนแล้วน่าจะอย่างน้อย 30-45 นาทีที่ต้องต่อคิวกัน จนผมเหลือบตาไปเห็นว่ามันมีเค้าเตอร์เช็คอินทางอินเตอร์เนตอยู่… เอ… มันคืออะไรหว่าเลยถามพนักงานเอเซียว่าทำเค้าเตอร์นั้นทำไมไม่มีใครเข้าไปใช้บริการเลย คำตอบก็คือลูกค้าแถวนั้นเช็คอินด้วยตูคียออส (Kiosk) ที่อยู่หน้าท่าอากาศยานหรือทางอินเตอร์เนตมาแล้ว ด้วยความสงสัยจึงถามต่อว่า อ้าวไม่ใช่ว่าต้องเช็คอินที่เค้าเตอร์เพื่อเอากระเป๋าโหลดเข้าใต้เครื่องหรือ? เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ไม่ใช่ พอได้ยินอย่างนั้นผมเลยรีบไปเช็คอินให้น้องชายเพื่อจะได้เข้าแถวที่สั้นที่สุดก่อนเลย ซึ่งผลก็คือน้องผมไม่ต้องต่อคิวยาวๆแล้วเข้าไปโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องได้เลย

Continue reading “คิวเช็คอินสนามบินยาวเหลือเกิน? Internet Check-in สิ!”

[แปล] แล้วเธอจะประหลาดใจ เมื่อรู้ว่ามีใครที่เข้าใจเธอบ้าง

 

 

งานนี้เป็นงานต้นฉบับโดยคุณ solar-citrus (This work original by solar-citrus)

หลายๆครั้งที่เรารู้สึกหดหุ่และเศร้าใจและพยายามซ่อนมันด้วหน้ากากแห่งความสุข เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราไม่เป็นไร เพราะเหตุผลส่วนตัว หรือเพราะคิดว่าคนอื่นต้องไม่เข้าใจเรา
ลองถอดหน้ากากนั้นออกมาแล้วลองดูรอบตัวเธอเถิดว่ามีอีกหลายคนที่พร้อมจะเข้าใจในตัวของเธอ

 

ความเศร้ามักมาเงียบๆ ไม่ว่าใครก็เศร้าได้ทั้งนั้น และดูเหมือนว่าหลายๆคนเลือกที่จะซ่อนด้วยรอยยิ้มและคำว่าไม่เป็นไร ไม่มีใครสังเกตุเห็นมันนอกจากตัวของเธอเอง เพราะการที่เธอบอกว่ามีความสุขเป็นสิ่งที่คนอื่นเชื่อได้โดยไม่สงสัย แต่เธอก็ซ่อนมันไม่ได้ตลอดไป

ทุกคนมีจุดแตกหักแต่ไม่เป็นไรหรอก อย่าได้รู้สึกอาย มีคนข้างนอกนั้นที่เข้าใจ มีความรักและการสนับสนุนอยู่รอบตัวเธอ เพียงเธอพูดคุยกับคนอื่น ทุกคนจะได้รับรู้และได้ช่วยเหลือกันและกัน เธอมีค่า เธอเป็นที่รักเธอไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว มีความอดทนต่อทุกสิ่งและเหนือสิ่งอื่นใดมีความอดทนต่อตัวเธอเอง เห็นทุกๆวันเป็นโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง พวกเราจะรอเธออยู่ข้างนอกนั้นเสมอ